สำนักงานพระพุทธศาสนา

Untitled Document
Home องค์ความรู้
PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย manager   
วันอังคารที่ 11 สิงหาคม 2009 เวลา 18:32
           ขอความสุข ความเจริญในธรรมจงมีแด่ท่านสาธุชน     ผู้ที่มีความกตัญญูกตเวทีทั้งหลาย ธรรมบรรยายในห้วงต่อไปนี้       ขอให้ท่านทั้งหลายได้ถึงบุพการีชน ผู้เป็นที่รักที่เคารพของบรรดาลูก ๆ ทั้งหลาย เพื่อความทรงจำของลูก ๆ ทุกคน     เพื่อยกย่องเทิดทูนสถาบันพ่อแม่ของลูก พ่อแม่ของปวงชนชาวไทย    ที่มีบทบาทต่อครอบครัวและสังคม เพื่อให้ท่านทั้งหลายได้ตระหนักถึงภาระหน้าที่ ความรับผิดชอบต่อตนเอง ต่อครอบครัว และสังคมในการส่งเสริมให้สมาชิก ในครอบครัว มีคุณภาพ มีคุณธรรม ไม่เป็นภาระต่อสังคมส่วนรวม หากแม้นคุณความดี อันจะพึงเกิดขึ้นจากฟังธรรมบรรยายนี้ จะพึงมีบ้าง ขออุทิศคุณความดีนี้ แด่ดวงใจแม่ ผู้มีพระคุณอันหาที่เปรียบมิได้ และดวงวิญญาณของแม่ทุกดวง ที่อยู่ในสังคมในผืนแผ่นดินแห่งนี้ ลำดับต่อจากนี้ไป ขอให้ทุกท่าน ได้ตั้งใจนึกถึงใครซักคนที่มีคุณค่าต่อพวกเรา
                                                        
                                                        เมื่อล้มกลิ้ง ใครหนอ วิ่งมาช่วย
                                                        แล้วปลอบด้วยเพลงหวาน กล่อมขวัญให้
                                                        พร้อมทั้งจูบที่เด็ด เจ็บชะมัด ปัดเป่าไป
                                                        ผู้นั้นไซร้ ที่แท้ แม่เราเอง.

ในขณะที่ลูก ๆ ก้าวเท้าออกจากประตูบ้าน ลูก ๆ เคยทราบบ้างใหมว่าได้มีสายตาคู่หนึ่งกำลังมองตามลูกด้วยความรักและความห่วงใย ป่านฉะนี้ ลูกเดินทางมาสู่โรงเรียนปลอดภัยดีหรือเปล่า ประสบอุบัติเหตุหรือเปล่า แล้วตอนเย็นกลับบ้านตรงเวลาหรือเปล่า          นึกถึงคนที่รักและห่วงใยเรา 

                               ใครหนอ ใครเราเท่าชีวี
                                       ใครหนอ ปราณี มิมีเสื่อมคลาย
                                               ใครหนอ รักเรา ใช่เพียงรูปกาย
                                                  รักแล้วมิหน่าย มิคิดทำลาย

ใครหนอ ใครให้ลมหายใจแก่พวกเรา ใครให้อาหาร ใครให้เสื้อผ้า ใครให้ที่พักพิงอาศัย และใครให้ยาเมื่อเราป่วยไข้ แม่!!! แม่ คือผู้ที่ให้เลือดเนื้อ ให้ลูกได้สุขสมบูรณ์ พวกเราเคยคิดบ้างใหมว่า ก่อนที่เราจะพ้นออกจากประตูบ้านนั้น คนแก่ ๆ ที่แต่งตัวซอมซ่อ บางคนอาจจะกำลังนอนป่วย บางคนอาจจะนอนเอาก่ายหน้าผาก นึกถึงลูกของตัวเอง เราทั้งหลาย ได้ทำหน้าที่ของความเป็นลูกได้ดีแค่ไหน อย่างไร
                                  พ่อแม่ หวังต่อพวกเรา หวังไว้ว่า 
                                       ยามแก่เฒ่า หมายเจ้าเฝ้ารับใช้
                                            ยามเจ็บไข้ หมายเจ้าเฝ้ารักษา
                                                ยามเมื่อถึงวันตายวายชีวา หวังลูกยา ช่วยปิดตา ยามสิ้นใจ

ท่านหวังกะพวกเราเพียงสามประการ คือ 
                       ๑. เมื่อท่านแก่ตัวลง เลี้ยงดูท่านบ้าง
                       ๒. เมื่อท่านป่วยไข้ เยียวยารักษาท่านบ้าง 
                       ๓. เมื่อท่านหมดลมหายใจ ทำบุญอุทิศให้ท่านบ้าง
เพียงแค่นี้ ก็คงจะเป็นหน้าที่ของลูกที่จะต้องทำ ขอให้ลูก ๆ ทุกคนตั้งใจ ในการประกอบกรรมทำดี ด้วยการดูแลแม่ของตัวเองตั้งแต่บัดนี้ วันนี้ ก่อนที่จะไม่มีโอกาสได้ดูแล 
ธรรมดา คุณแม่ทุกคนนั้น มีทุกข์อยู่ ๓ ประการ คือ

                ประการที่ ๑ ทุกข์ เพราะไม่มีลูก
                ประการที่ ๒ ทุกข์ เพราะลูกต้องประสบอุบัติเหตุบนท้องถนนบ้าง ตายเพราะโรคแทรกซ้อนบ้าง
                ประการที่ ๓ ทุกข์ เพราะลูกตาย 

แล้วท่านทั้งหลายที่นั่งอยู่ ณ ที่ประชุมแห่งนี้หละ เป็นคนชั่ว หรือเป็นคนเลวต่อแม่อย่างไรบ้าง ต้องตรวจสอบดูให้ดี ปราชญ์ท่านหนึ่งได้ประพันธ์ไว้ว่า 
                  คำว่าแม่แค่ฟังยังสุดซึ้ง สุดคำนึงถึงคำกล่าวสาวคำเขียน 
                  แม้จะมีหลักสูตรใดให้ได้เรียน หาคำเขียนเปรียบคำแม่แท้ไม่มี 
                  โลกทั้งโลกต่างยกย่องให้เกียรติแม่มาก ยากที่จะหาอะไรมาเปรียบ             พิสูจน์ได้จากนามของแม่ที่โลกและสังคมร้องเรียกแม่ต่าง ๆ กัน แต่ละชื่อล้วนมีความหมายสูงส่งทั้งนั้น เช่น
                 เรียกว่า ชนนี แปลว่า ผู้เป็นแดนเกิด -สู้อุ้มท้องประคองครรภ์ตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ ให้ลูกได้เกิดมา
                 เรียกว่า มารดา แปลว่า ผู้พอกเลี้ยง -ให้การเลี้ยงดู และให้การศึกษา พอกพูนด้วยศิลปวิชาความรู้
                 เรียกว่า แม่ แปลว่า ผู้เป็นใหญ่ -หมายถึงสิ่งที่มากด้วยคุณและยิ่งด้วยอำนาจ เช่น แม่น้ำ แม่ธรณี แม่ทัพ แม่บ้าน แม่คุณ แม่ครัว เป็นต้น

ว่าถึงฐานะภาวะที่แม่เป็น ล้วนแต่ทรงคุณและสูงค่าทั้งสิ้น ดังท่านโสนนันทบัณฑิตบรมโพธิสัตว์ ได้พรรณนาไว้ว่า แม่นั้นท่านเป็นอะไรหลาย ๆ อย่าง สำหรับลูก เช่น

             - เป็นพรหม เป็นพระพรหมที่มี ๔ หน้า หน้าในที่นี้ หมายถึงหน้าที่ ได้แก่ เมตตา ปรารถนาสุข กรุณา ปรารถนาให้พ้นทุกข์ มุทิตา อิ่มเอิบใจยามลูกได้ดี อุเปกขา ไม่เหยียบย่ำซ้ำเติมยามลูกผิดพลาด 
             - เป็นบูรพาจารย์ เป็นครูคนแรกที่สอนสารพัดวิชา ไม่ค่าวิชา และไม่เลือกเวลาที่จะสอน
             - เป็นพระอรหันต์ เป็นผู้ไม่มีกิเลสสำหรับลูก เป็นบ่อบุญอันประเสริฐของลูกที่ลูก ๆ จะพึงใส่ใจ
             - เป็นยอดนักเสียสละ ไม่มีอะไรที่แม่จะเฝ้าหวง หากสิ่งนั้นเป็นความดี แม่พร้อมจะพลีให้
รวมความว่า แม่นั้น เป็นทั้งพรหม แพทย์ และเพื่อนของลูกดั่งคำที่ว่า มารดา เป็นมิตรให้เรือน เป็นเพื่อนในบ้าน เป็นอาจารย์ประจำชีวิต เป็นพรหมลิขิตของลูก 

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงประพันธ์ความหมายของแม่ ไว้ในพุทธศาสนสุภาษิตคำโคลงว่า 
                 อันชนกชนนีนั้นคือพรหม บุญลบล้ำอุดมประเสริฐแท้ 
                   เลี้ยงดูอุ้มชูชื่นชมเชยบุตร พรหมวิหารมากแล้ กว่าผู้อื่นใด

มีเรื่องเล่าว่า มีครอบครัวอยู่ครอบครัวหนึ่ง พ่อและแม่ อยู่กับลูกน้อย ๒ คน อยู่มาวันหนึ่ง พ่อต้องจากบ้านไปทำงานอยู่ที่ตะวันออกกลาง ปล่อยให้แม่ต้องทำหน้าที่ของความเป็นพ่อเป็นแม่ในร่างเดียวกัน ตามใจลูกเสมอ ลูกตัวเล็ก ๆ คุณพ่อไปหลายปี ไม่กลับบ้าน ลูกก็โตขึ้นเข้าสู่โรงเรียน อยู่มาวันหนึ่ง สามแม่ลูกหลับอย่างมีความสุข แม่ฝันไปว่า ได้มีชายร่างกายกำยำตัวตำทมึน ได้มาควักดวงตาของแม่ทั้ง ๒ ดวง คุณแม่ตกใจตื่นกลางดึก คุณแม่นอนไม่หลับทั้งคืน เช้าตรู่คุณแม่เอาความฝันไปเล่าให้กับเพื่อนบ้าน บอกเมื่อคืนฝันร้ายเหลือเกิน เพื่อนบ้านปลอบใจแม่ว่า ฝันร้ายจะกลายเป็นดี แต่ความวิตกของแม่หาหมดไปไม่ คุณแม่กลับมาสู่บ้านของตัวเอง ดูบ้านเงียบเหงาเหลือเกิน ลูกน้อย ๒ คน เล่นกัน เหมือนไร้ชีวิตชีวา คุณแม่คิดได้ เอาเถอะ ไกล้จะเข้าพรรษา เราน่าที่จะอุทิศบุญให้กับผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งเป็นญาติเรา เช้าวันหนึ่งคุณแม่ตื่นแต่เช้า เตรียมตะกล้าที่จะไปจ่ายสิ่งของเตรียมที่จะไปทำบุญ จะปล่อยลูกน้อย ๒ คน ไปด้วยคงจะไม่สะดวก ทำยังไง ไปเปิดเอาของเล่นในตู้ ไปวางที่ปลายเตียงของลูกน้อยทั้งสอง โดยหวังว่า เมื่อลูกน้อยทั้งสองตื่นขึ้นมา ไม่เห็นหน้าแม่ คงจะพากันเล่นสิ่งที่แม่เตรียมไว้ให้ คุณแม่หยิบตะกล้าลงมาชั้นล่าง ออกจากบ้านล็อกประตูเหล็ก แล้วก็จากไปตลาด ไปซื้อสิ่งของ เพื่อจะทำบุญในช่วงเข้าพรรษา ในขณะที่คุณแม่กำลังเลือกซื้อสิ่งของนั่นเอง ก็มีรถดับเพลิงวิ่งไปคันแล้วคันเล่า มีคนที่ปากซอยตะโกนว่า ไฟไหม้ ๆ แต่คุณแม่ยังไม่เอะใจ พอคุณแม่กำลังเลือกซื้อผ้าสวย ๆ มาฝากลูก นึกถึงลูกที่อยู่ที่บ้าน คนที่ปากซอยตะโกนว่า ไฟไหม้ห้องแถว พอได้ยินคำว่า ห้องแถวนั่นเอง คุณแม่ตกใจมาก เพราะบ้านคุณแม่เป็นห้องแถว คุณแม่หยิบตะกล้าวิ่งออกจากตลาด ไปสู่ถนนใหญ่ มองไปเบื้องหน้าเห็นเปลวไฟ ตรงที่บ้านแม่อยู่พอดี คุณแม่ตกใจทิ้งตะกล้าลงสู่พื้นดิน วิ่งกลับบ้านสุดชีวิต ปากก็ร้องตะโกนว่า ช่วยลูกฉันด้วย ๆ ตลอดเส้นทาง พอไปถึงหน้าบ้าน ได้ยินเสียงลูกน้อยตัวเองร้อง แม่จ๋า ! ช่วยหนูด้วย แม่จ๋า ช่วยหนูด้วย หนูร้อนเหลือเกิน แม่จ๋า คุณแม่เอามือล้วงกระเป๋าเสื้อ เพื่อจะหยิบกุญแจมาไขบ้าน แต่ลูกกุญแจติดอยู่ตะกล้าที่แม่ทิ้งไว้ในตลาด คุณแม่เหมือนคนบ้า เขย่าประตู ปากก็ร้องตะโกน ช่วยลูกฉันด้วย ๆ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงพากันงัดประตู ในขณะที่ไฟกำลังไหม้อย่างรุนแรง ลูกน้อยร้องด้วยความเจ็บปวดเพราะไฟ คุณแม่วิ่งผ่านกระแสไฟ ไฟไหม้ร่างแม่ คุณแม่ล้มลง ปากก็ร้อง ช่วยลูกฉันด้วย ๆ จนหมดลมหายใจ เสียงของลูกก็เงียบไป สามแม่ลูกตายในกองเพลิง คนที่เห็นเหตุการณ์ต่างก็สงสาร แต่ไม่มีใครช่วยได้ แม่ แม้ตนเองจะเจ็บปวดแค่ไหน แต่แม่ไม่เคยร้องให้ใครช่วยชีวิตตัวของแม่ คุณแม่ร้องให้คนอื่นช่วยตัวของลูก จนตัวเองหมดลมหายใจ 
เราจะมาดูย้อนอดีต ความเป็นมาของแม่ว่า ท่านเป็นมาอย่างไรบ้าง เริ่มต้นจากจุดหนึ่งของชีวิต คืนหนึ่ง คืนนั้น นานแสนนาน เป็นคืนที่คุณยายฝันว่า คุณยายฝันเห็นดวงเดือนและดวงดาวที่สุกสกาวอยู่บนท้องฟ้า แล้วคุณยายก็ไขว่คว้า เอาดวงเดือนดวงนั้น มาไว้ในอุ้งมือของตน พอรุ่งเช้าจึงมีผู้มาทำนายความฝันของคุณยายว่า ได้มีบุคคลที่ ๒ ได้เกิดขึ้นในท้องของท่านแล้ว บุคคลผู้นั้นนั่นก็คือ แม่ของเราในปัจจุบันนั่นเองแปดถึงเก้าเดือนที่เคลื่อนคล้อยลูกน้อยคือแม่ของเรา ได้อาศัยแม่ของเราเป็นแดนเกิด เก้าถึงสิบเดือนลูกน้อยคือแม่ของเรา ได้คลอดจากร่างของยายของเรามาสู่โลกใหม่นี้ ในตอนนั้น คุณแม่รักคุณตาและคุณยายมากที่สุดในชีวิต เพราะคุณตาและคุณยายได้ให้ความรักและเอ็นดูตลอด จนกระทั่งคุณแม่โตขึ้นสู่วัยเด็ก คุณแม่ก็มีเพื่อนมาก คุณแม่ก็รักเพื่อนมากที่สุด ชีวิตของแม่ตอนนั้นจึงรู้สึกว่า คุณแม่เกิดมาเพื่อเพื่อน แต่หลังจากที่คุณแม่จบการศึกษา โตเป็นสาว สมควรที่จะมีครอบครัวได้ คุณแม่ก็มีคนรักคือคุณพ่อของเราในปัจจุบันนั่นเอง คุณแม่รักคุณพ่อมากที่สุดในโลก ชีวิตคุณแม่ จึงรู้ว่า เกิดมาเพื่อพ่อ แต่หลังจากที่อยู่กินมานานพอสมควร คุณแม่ก็มีความฝันเหมือนคุณยาย แต่จะเป็นฝันดีหรือฝันร้ายนั้น ก็ขอให้ท่านตั้งคำถามสำหรับตัวเองว่า วันนี้ ท่านเป็นคนเลวที่สุดสำหรับคุณแม่หรือไม่ วันนี้ เราเป็นคนเลวที่สุดสำหรับคุณพ่อหรือเปล่า เลวจนกระทั่งสังคมเอือมระอาหรือเปล่า หากท่านทั้งหลายเป็นคนเลวอย่างนั้น แสดงว่า คืนนั้นคุณแม่ของเราคงจะหลับฝันร้าย และโชคร้ายที่ลูกเลว ๆ อย่างพวกเรา แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าหากลูก ๆ ทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนี้ เป็นคนดี อยู่ในศีลธรรมอันงาม แสดงว่า คืนนั้น คุณแม่ของเราคงจะนอนหลับฝันดี และโชคดีที่มีลูกดีอย่างพวกเรา ผู้ใดปรารถนาจะรู้ซึ้งถึงพระคุณแม่ สามารถที่ตรวจตราได้ในกิจวัตรประจำวันเพียง ๓ ประการเท่านั้น คือ
            ๑. ดูที่ความรัก มีหญิงคนไหนรักเราเท่าแม่บ้าง ที่รักสุดสวาทขาดใจ ตายแทนลูกได้ 
รักอะไรหรือจะแท้เท่าแม่รัก ผูกสมัครสายเลือดมิเหือดหาย
รักอื่นยังประจักษ์ว่ารักคลาย จืดจางง่ายไม่จีรังดั่งมารดา
          ๒. ดูที่ความห่วง ใครเล่าเฝ้าหวงและห่วงหาอาลัยในความเป็นอยู่ของเราเท่าแม่บ้าง
          ๓. ดูที่ความเสียสละ ในโลกนี้มีหญิงคนไหนเสียสละให้เราเท่าแม่บ้าง แม้ชีวิตและเลือดเนื้อก็ให้ได้ ให้ด้วยความรักและเต็มใจ แม้แต่เลือดในทรวงยังรองให้ลูกดื่มได้

สรุปความสำคัญของแม่ไว้ให้จำง่ายเป็น ๕ ส. คือ สร้าง สอน ส่ง เสริม เสีย 
                  สร้าง คือสร้างให้ลูกได้เกิดมา
                  สอน คือสอนให้รู้จักการดำเนินชีวิต สอนให้รู้จักการเอาตัวรอด
                  ส่ง คือส่งให้ได้รับการศึกษาสูงขึ้น มีหน้าที่การงานและอนาคตที่ดีงามขึ้น
                  เสริม คือคอยสนับสนุน เสริมให้สูง ประคองมิให้เซ ค้ำไม่ให้ทรุด 
                  เสีย คือเสียสละทุกสิ่งทุกประการ ทั้งหยาดเหงื่อ ทรัพย์สิน สติปัญญา เพื่อลูก
อาศัยคุณธรรมทั้ง ๕ ประการนี้ ลูก ๆ จึงได้มีโอกาสส่องแสง
ถามว่า มีหญิงคนไหน รักเราเท่าแม่บ้าง? ใครเสียสละให้แก่เราเท่าแม่บ้าง? ใครห่วงใยเราเท่าแม่บ้าง ตั้งแต่ศรีษะจรดปลายเท้า มีส่วนไหนบ้างที่แม่ไม่ได้ให้แก่เราท่านผู้เป็นลูกทั้งหลาย เมื่อบุพการีมีพระคุณอย่างนี้ จึงเป็นหน้าที่ของเราที่จะได้โอกาสสนองพระคุณท่าน การปฏิการะตอบแทนพระคุณแม่มิใช่เรื่องยากหากจะทำแล้ว จะเกิดสวัสดิมงคลแก่ผู้นั้นหาประมาณมิใด้ เรื่องนี้ มีสุวรรณสามบรมโพธิสัตว์ ผู้กตัญญูกตเวที ต่อทุกุลบัณฑิตและนางปาริกาผู้เป็นบิดามารดาผู้ตาบอด ความปรากฏในสุวรรณสามชาดกตอนหนึ่งว่า 
             
                ทั้งสองฤาษี ยังมีกรรมซัด วันหนึ่งประภาส เก็บผลผลา
                  หาเลี้ยง เจ้าสามเจ้างามสง่า บังเอิญเพลามาติดตามทัน
                    ไปถูกงูร้าย ที่ในป่าชัฏ ตัวใหญ่ถนัด กำลังล่ำสัน 
                       มันพ่นพิษเข้าตา เสียจนมืดตัน สุดที่จะดั้น เดินกลับกุฎี
                         พระสุริยงลงไปอ่อนอับ เย็นแล้วจวนลับ หลบเหลี่ยมคีรี
                           ฝ่ายหน่อนราปุตราฤาษี เย็นแล้วป่านนี้พ่อแม่ไม่มา
                             จึงออกติดตามด้วยความอาวรณ์ ตามหาบิดรและมารดา
                               ประจวบพอเหมาะเฉพาะกุมพา จึงพบบิดาและมารดร
                                  เห็นแม่เสียตา ทั้งบิดาเสียด้วย ให้แสนรันทวยสะท้อนถอน
                                    นึกสงสารทั้งบิดามารดรน้ำพระเนตรเธอก็ข่อน ค่อนพระนัยนา
                                  ฤาษีแจ้งความกับพ่อสามลูกรัก งูร้ายใหญ่นักมันพ่นพิษเข้าตา
                              ลูกสามแจ้งเหตุแสนจะเวทนา ประเดี๋ยวก็ร้องให้จ้า ประเดี๋ยวก็หัวเราะยินดี
                        เหตุที่ลูกร้องให้ เสียใจอยู่มาก เพราะว่าลูกรักตัวนิดหนึ่งเท่านี้ จะหาเลี้ยงชนกและชนนี
                 เกรงไม่สมที่ได้เจตนา เหตุที่ลูกดีใจคือจะเลี้ยงพ่อแม่ ผู้มีคุณแก่ตัวลูกหนักหนา
           ถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูลูกมา คุณบิดรมารดามีเหลือประมาณ
     ดินฟ้าอากาศยังไม่ทัดเทียมเท่า คุณของแม่เจ้า เหนือทุกสิ่งสรร
ได้ให้กำเนิดเกิดมาพลัน บุญคุณของท่านเหนือพื้นสุธา
   เมื่อยามลูกไข้ ได้อาศัยคุณท่าน เฝ้าอภิบาลบำรุงรักษา 
      พ่อก็อมยาพ่น แม่ก็ฝนยาทา ด้วยความเมตตา เลี้ยงลูกจนโต
         เมื่อยามลูกร้อง แม่ประคองให้นิ่ง รักลูกจริง ๆ ปุดถังปุดโธ่
           นี่ท่านมาเสียตาไปอนาโถ ใครจะพุดโธ่ หาเลี้ยงท่านแทน
              คุณพ่อจ๊ะ คุณแม่จ๋า เลี้ยงลูกมาก็ยากแค้น
                ทุกข์ร้อนมีอยู่ มิได้ดูแคลน รักลูกแม้นเทียบเท่าดวงชีวา

ท่านทั้งหลาย มารดาบิดานั้นท่านจัดว่าบุตรมีค่าดังดวงตาดวงใจ จะดีจะร้าย ก็ไม่คิดควักทิ้ง ดังคำที่ว่า จะดีจะชั่วก็ลูก จะผิดจะถูกก็เลือด จะเฉีอนจะเชีอดกันไม่ขาดสาย ความเป็นแม่ ความเป็นลูกมิได้เป็นด้วยอำนาจเงินตรา แต่เป็นได้ด้วยสายเลือด จึงมิควรจะให้พ่อแม่ชอกช้ำระกำใจ โบราณท่านกล่าวเป็นคำกลอนสอนเตือนใจไว้ว่า 
                          ในคัมภีร์มีลูกหลายสถาน ลูกหนึ่งใซร้ใจพาลไม่เป็นผล
                          ลูกหนึ่งนั้นรู้เสงี่ยมเจียมกมล หาใส่ตนพอเพียงเลี้ยงชีวี
                          ลูกหนึ่งนั้นใจรักเป็นนักปราช์ญ เฉลียวฉลาดล่ำบิดามีภาษี
                          เป็นอภิชาตบุตรสุดแสนดี จะพาทีสอนสั่งก็ฟังคำ

ส่วนหน้าที่ของพ่อแม่ผู้ฉลาดต้องมีนโยบายในการเลี้ยงลูก คือ ต้องเป็นน้ำเย็น ต้นยอ กอไผ่ เป็นน้ำเย็น ก็คือ ยิ้มแย้มแจ่มใส มีไมตรีกับลูก ยามที่ลูกได้ดีต้องรู้จักใช้ต้นยอ คือให้กำลังใจ ชมเชย สนุบสนุนในทางที่ดี หากว่าบางครั้งพร่ำสอนไม่ดีขึ้นแล้ว ก็ต้องรู้จักใช้ไม้เรียว คือ กอไผ่บ้าง พ่อแม่ที่ดีนั้น ต้องเป็นทั้งพระพรหม เป็นพระภูมิ เป็นเข็มทิศ เป็นเทพเจ้า และเป็นเวสสันดร ที่สำคัญคือ ต้องแนะให้ลูกทำ นำให้ลูกดู อยู่ให้ลูกเห็น เย็นให้ลูกสัมผัส ด้วยการ ๑. รักษาศีลให้ลูกดู กตัญญุให้ลูกเห็น เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้ลูกใด้เย็น นี่คือการเลี้ยงลูกถูกต้อง ถูกวิธี ถูกธรรม อย่าลืมว่า เลี้ยงลูกถูกวิธี คือ ทำดีให้ลูกดู

ในเรื่องนี้ มีอุปติสสะเป็นตัวอย่าง ท่านอุปติสสะปริพาชก ก่อนที่จะมาเป็นศิษย์พระอัสสชิ ท่านเคยเป็นศิษย์อาจารย์สญชัยนักบวชต่างลัทธิ เช้าวันหนึ่งพบพระอัสสชิขณะออกบิณฑบาตร พระอัสสชิรูปนี้ เป็นพระที่มีกิริยามารยาทเรียบร้อยสวยงามมาก เป็นพระประพฤติดีปฏิบติชอบ จะเยื้องกายดูละไมพร้อมละม่อมพริ้ง นิ่มนวลนอบน้อม มีเสน่ห์น่าเื่อมสไปทุกอิริยาบถ อุปติสสะเข้าไปสนทนา พร้อมทั้งมอบตัวเป็นศิษย์ จนกระทั่งได้พบพระบรมครู คือพระพุทธเจ้า และก็มั่นอยู่ในพระโอวาทไม่นอกครู ไม่เหมือนกับคนบางยุคสมัย มีครูก็จริง  มักจะไม่เชื่อครู มักจะนอกครู เข้าลักษณะว่า 
                                             ยามเรียนเห็นครูเป็นครู ยามรู้ เห็นครูเป็นเพื่อน 
                                             ยามรวยเห็นครูลางเลือน ใกล้จะตายใจจะเตือนถึงครู 

ท่านอุปติสสะเป็นคนที่กตัญญูกตเวทีมาก ขณะที่ว่าแม้เวลาจะนอนต้องสืบดูว่า อาจารย์นอนอยู่ทิศใหน ก่อนจะนอนก็หันไปกราบทิศทางที่เข้าใจว่าอาจารย์นอนอยู่ เวลานอนก็หันศรีษะไปทิศทางที่อาจารย์อยู่ 
อุปติสสะท่านนี้ ต่อมาได้บวชในพุทธศาสนา เป็นผู้ที่ปัญญามาก จนได้รับแต่งตั้งให้เป็นอัครสาวกเบื้องขวา คือท่านพระสารีบุตรเถระนั่นเอง

สรุปไว้โดยย่อ ๆ ว่า ลูกชั้นต่ำ หรือลูกผลาญตระกูล เรียกว่า อวชาตบุตร ลูกชั้นกลาง หรือลูกรักษาตระกูลเรียกว่า อนุชาตบุตร ลูกชั้นสูงหรือลูกชั้นดี หรือลูกเชิดชูตระกูล เรียก อภิชาตบุตร อานุภาพความกตัญญูกตเวทีนั้นท่านกล่าวว่า มีคุณมหันต์ ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ ตายก็ฟื้น ปืนก็ยิง่ไม่ออก หอกก็แทงไม่เข้า ย่อมจะคุ้มครองให้แคล้วคลาดจากภยันตราย แม้ปะสัตว์ร้ายก็รอดได้ ด้วยอำนาจกตัญญู ดังนิทานธรรมคติเรื่อง เสือจะกินแม่โค ความว่า โคสองแม่ลูก พากันและเล็มหญ้า หากินที่ชายป่า ด้วยความเพลิดเพลินจนสุดท้ายก็พลัดจากกัน ขณะนั้นมีเสือย่องมา หมายจะตะปปแม่โคเป็นภักษาหาร แต่ด้วยความรักและความเป็นห่วงลูก แม่โคจึงอ้อนวอนขอชีวิตว่าขอให้ได้อำลาลูกก่อน แล้วจะย้อนกลับมาให้กิน วาทะศิลป์ตอนนี้มีว่า

                                  แม่เสือจ๋า แม่เสือโปรดจงเชื่อสัจจะ 
                                    ใช้ขันติธรรมะ โปรดฟังวาทะเราก่อน
                                      เราขอร้องสักครั้งให้กลับไปสั่งลูกรัก
                                        โปรดรอเราสักพัก แล้วเราจักกลับย้อน
                                          มาเป็นภักษาหาร เพื่อให้ท่านได้กิน 
                                            เราเป็นสัตว์มีศีลไม่เล่นลิ้นหลอกหลอน
                                             เรามีลูกรักเหลือ เหมือนแม่เสือรักลูก
                                               จิตคิดฝักปลูกปรานี เราต่างมีลูกอ่อน

ความที่ต่างฝ่าย ต่างมีความคิด มีจิตีรักลูก เข้าใจและเห็นหัวอกหัวใจของกันและกัน เสือจึงอนุญาตให้แม่โค กลับไปอำลาลูก ครั้นเมื่อลูกได้ยิน น้ำตาก็รินหลั่งไหล วิงวอนขอตายแทนแม่ พร้อมทั้งกล่าวอย่างองอาจว่า 
                                               แม่เสือจ๋า ข้าขอตายแทนแม่ข้า
                                               ข้ายึดมั่นกตัญญุตา แม่เสือจงอย่าเคืองค้อน
                                               แม่เสือใหญ่ได้ยินแม่เสือใหญ่ได้คิดจึงหักจิตปลงตก
                                               คิดเห็นอกลูกโคว่า โอ้โอ๋ ลูกอ่อน
                                               จงกลับเสียเถิดคืนถิ่น เราไม่กินเจ้าแน่ ทั้งลูกแม่โคป่า เราขอลาก่อน

ท่านทั้งหลาย เห็นหรือยังว่าอานิสงส์ที่ลูกโคกตัญญู แม่โคก็มีสัจจะ แม่เสือก็มีทมะ ได้ช่วยให้โลกได้มีสันนิวาตความสุข น่าอยู่อาศัยมาจนปัจจุบันนี้ เพราะฉะนั้นอย่าลืมพ่อแม่ เราทั้งหลายมีพ่อได้เพียงคนเดียว มีแม่ได้เพียงคนเดียว มิมีอะไรสำรอง จึงควรรักและถนุถนอมให้ท่านได้สุขกายสุขใจ อย่าให้ท่านต้องทุกข์รันทดเป็นอันขาด 

สมเด็จพระผู้มีพระภาค ได้ตรัสถึงอุบายวิธีสนองพระคุณท่านไว้ในฐานะ ๕ ประการดังนี้
          ๑. เมื่อท่านเลี้ยงเรามาแล้วเลี้ยงท่านตอบ การเลี้ยงพ่อแม่ มี ๒ วิธี คือ ๑. เลี้ยงกาย ด้วยให้ข้าวนำเสื้อผ้า, ยารักษาโรค, ของกิน, เครื่องใช้ มิปล่อยให้ท่านรันทดใจ ๒. เลี้ยงใจ ด้วยไม่ขัดขวางทางบุญของท่าน ทำดีให้ท่านชื่นใจ เว้นเรื่องที่จะกระทบกระเทือนความรู้สึก ทำให้ท่านทุกข์ใจ
          ๒. ช่วยเหลือกิจการงานของท่าน ไม่นิ่งดูดายขวนขวายช่วยเหลือ ไม่เห็นแก่ตัว ไม่แล้งน้ำใจ โปรดจำไว้ว่า ถ้าท่านแล้งน้ำใจ ท่านจะไร้คนแล
          ๓. ดำรงวงศ์ตระกูล รักษาเกียรติยศชื่อเสียงที่ท่านแสดงไว้มิให้อัปยศเป็นที่รังเกียจและดูหมิ่นของชาวโลก
          ๔. ประพฤติตนให้เป็นผู้สมควรได้รับทรัพย์มรดก ดำรงอยู่ในศีลธรรม ให้ท่านไว้วางใจ
          ๕. เมื่อท่านเจ็บป่วยต้องรักษา ครั้นมรณาจัดการงานศพให้ เรียกว่า ยามอยู่ก็อุปัฏฐาก ยามจากก็อุปัฏภัมภ์ อยู่ให้เลี้ยงกาย ตายให้เลี้ยงวิญญาณ ไม่ปล่อยให้เป็นศพอนาถาไร้ญาติเหลียวแล

บุคคลใด ปฏิบัติได้ดังนี้ ชื่อว่าเป็นลูกแก้วลูกขวัญลูกกตัญญู ดังบูรพาจารย์ท่านได้ประพันธ์ไว้ว่า
           มาตาปิตุอุปัฏฐานํ พระองค์ตรัสอ้างชี้ชัดว่า
             อันการบำรุงบิดรมารดา เป็นการนำมาซึ่งมงคล
               คือความสุขกายสบายดวงจิต สมควรจะคิดด้วยเหตุผล
                 อันชายหญิงใดให้กำเนิดตน ก่อกายสกนธ์แล้วเลี้ยงดูมา
                   ท่านทั้งสองคือพ่อแม่เรา ตั้งแต่วัยเยาว์ท่านเฝ้ารักษา
                      ถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงลูกมา พระคุณล้นฟ้าใหญ่กว่าธรณีฯ
ว่าถึงลูกปัจจุบันนี้ มีหลายชนิด แต่สรุปแล้วมีสองประเภทคือ ลูกกาฝาก กับ ลูกกล้วยไม้ ลูกกาฝากไปเกาะติดต้นไม้ใดก็รังแต่จะให้โทษ เริ่มแต่เกาะรัดแย่งชิงโอชะจนต้นที่ตนอาศัยต้องตรอมตาย สุดท้ายตัวเองก็ตายด้วย จัดเป็นพืชเนรคุณ ส่วนลูกกล้วยไม้ ลูกชนิดนี้มีแต่ให้คุณเพราะสักแต่ว่าอาศัยไม่แย่งชิงโอชะวิตามิน และตอบแทนคุญด้วยผลิตดอกออกช่อประดับให้เกิดความสวยงาม จัดเป็นพืชชั้นดี มีกตัญญู ท่านเล่าเป็นลูกประเภทไหน? ถ้าหากว่าเป็นลูกกล้วยไม้ ก็จัดเป็นว่า เป็นสง่าราศรีแต่วงศ์ตระกูล ดังคำประพันธ์ที่ว่า
                                           อันลูกดี ก็เป็นศรีสง่าหน้า
                                           ญาติวงศ์พงศาก็ผ่องใส
                                           แม้นญาติสนิทมิตรสหายที่ใกล้ไกล
                                           ก็พอใจสรรเสริญเจริญพร
ฉะนั้น สมเด็จพระผู้มีพระภาคตรัสสรรเสริญการบำรุงมารดาบิดาไว้ในมงคลสูตรว่า มาตาปิตุอุปฏฺฐานํ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ แปลความว่า การบำรุงมารดาบิดา เป็นมงคลอย่างสูงสุด ในพระพุทธศาสนา เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้
LAST_UPDATED2
 

ศูนย์ข้อมูลข่าวสารราชการ

Untitled Document

แนะนำเว็บไซต์

Untitled Document

เว็บสำนักพุทธจังหวัด

Untitled Document

เสียงธรรม เสียงทอง

ติดต่อสำนักพุทธฯ

email : kbi@onab.go.th