สำนักงานพระพุทธศาสนา

Untitled Document
Home องค์ความรู้
PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย manager   
วันอังคารที่ 11 สิงหาคม 2009 เวลา 18:32
           ขอความสุข ความเจริญในธรรมจงมีแด่ท่านสาธุชน     ผู้ที่มีความกตัญญูกตเวทีทั้งหลาย ธรรมบรรยายในห้วงต่อไปนี้       ขอให้ท่านทั้งหลายได้ถึงบุพการีชน ผู้เป็นที่รักที่เคารพของบรรดาลูก ๆ ทั้งหลาย เพื่อความทรงจำของลูก ๆ ทุกคน     เพื่อยกย่องเทิดทูนสถาบันพ่อแม่ของลูก พ่อแม่ของปวงชนชาวไทย    ที่มีบทบาทต่อครอบครัวและสังคม เพื่อให้ท่านทั้งหลายได้ตระหนักถึงภาระหน้าที่ ความรับผิดชอบต่อตนเอง ต่อครอบครัว และสังคมในการส่งเสริมให้สมาชิก ในครอบครัว มีคุณภาพ มีคุณธรรม ไม่เป็นภาระต่อสังคมส่วนรวม หากแม้นคุณความดี อันจะพึงเกิดขึ้นจากฟังธรรมบรรยายนี้ จะพึงมีบ้าง ขออุทิศคุณความดีนี้ แด่ดวงใจแม่ ผู้มีพระคุณอันหาที่เปรียบมิได้ และดวงวิญญาณของแม่ทุกดวง ที่อยู่ในสังคมในผืนแผ่นดินแห่งนี้ ลำดับต่อจากนี้ไป ขอให้ทุกท่าน ได้ตั้งใจนึกถึงใครซักคนที่มีคุณค่าต่อพวกเรา
                                                        
                                                        เมื่อล้มกลิ้ง ใครหนอ วิ่งมาช่วย
                                                        แล้วปลอบด้วยเพลงหวาน กล่อมขวัญให้
                                                        พร้อมทั้งจูบที่เด็ด เจ็บชะมัด ปัดเป่าไป
                                                        ผู้นั้นไซร้ ที่แท้ แม่เราเอง.

ในขณะที่ลูก ๆ ก้าวเท้าออกจากประตูบ้าน ลูก ๆ เคยทราบบ้างใหมว่าได้มีสายตาคู่หนึ่งกำลังมองตามลูกด้วยความรักและความห่วงใย ป่านฉะนี้ ลูกเดินทางมาสู่โรงเรียนปลอดภัยดีหรือเปล่า ประสบอุบัติเหตุหรือเปล่า แล้วตอนเย็นกลับบ้านตรงเวลาหรือเปล่า          นึกถึงคนที่รักและห่วงใยเรา 

                               ใครหนอ ใครเราเท่าชีวี
                                       ใครหนอ ปราณี มิมีเสื่อมคลาย
                                               ใครหนอ รักเรา ใช่เพียงรูปกาย
                                                  รักแล้วมิหน่าย มิคิดทำลาย

ใครหนอ ใครให้ลมหายใจแก่พวกเรา ใครให้อาหาร ใครให้เสื้อผ้า ใครให้ที่พักพิงอาศัย และใครให้ยาเมื่อเราป่วยไข้ แม่!!! แม่ คือผู้ที่ให้เลือดเนื้อ ให้ลูกได้สุขสมบูรณ์ พวกเราเคยคิดบ้างใหมว่า ก่อนที่เราจะพ้นออกจากประตูบ้านนั้น คนแก่ ๆ ที่แต่งตัวซอมซ่อ บางคนอาจจะกำลังนอนป่วย บางคนอาจจะนอนเอาก่ายหน้าผาก นึกถึงลูกของตัวเอง เราทั้งหลาย ได้ทำหน้าที่ของความเป็นลูกได้ดีแค่ไหน อย่างไร
                                  พ่อแม่ หวังต่อพวกเรา หวังไว้ว่า 
                                       ยามแก่เฒ่า หมายเจ้าเฝ้ารับใช้
                                            ยามเจ็บไข้ หมายเจ้าเฝ้ารักษา
                                                ยามเมื่อถึงวันตายวายชีวา หวังลูกยา ช่วยปิดตา ยามสิ้นใจ

ท่านหวังกะพวกเราเพียงสามประการ คือ 
                       ๑. เมื่อท่านแก่ตัวลง เลี้ยงดูท่านบ้าง
                       ๒. เมื่อท่านป่วยไข้ เยียวยารักษาท่านบ้าง 
                       ๓. เมื่อท่านหมดลมหายใจ ทำบุญอุทิศให้ท่านบ้าง
เพียงแค่นี้ ก็คงจะเป็นหน้าที่ของลูกที่จะต้องทำ ขอให้ลูก ๆ ทุกคนตั้งใจ ในการประกอบกรรมทำดี ด้วยการดูแลแม่ของตัวเองตั้งแต่บัดนี้ วันนี้ ก่อนที่จะไม่มีโอกาสได้ดูแล 
ธรรมดา คุณแม่ทุกคนนั้น มีทุกข์อยู่ ๓ ประการ คือ

                ประการที่ ๑ ทุกข์ เพราะไม่มีลูก
                ประการที่ ๒ ทุกข์ เพราะลูกต้องประสบอุบัติเหตุบนท้องถนนบ้าง ตายเพราะโรคแทรกซ้อนบ้าง
                ประการที่ ๓ ทุกข์ เพราะลูกตาย 

แล้วท่านทั้งหลายที่นั่งอยู่ ณ ที่ประชุมแห่งนี้หละ เป็นคนชั่ว หรือเป็นคนเลวต่อแม่อย่างไรบ้าง ต้องตรวจสอบดูให้ดี ปราชญ์ท่านหนึ่งได้ประพันธ์ไว้ว่า 
                  คำว่าแม่แค่ฟังยังสุดซึ้ง สุดคำนึงถึงคำกล่าวสาวคำเขียน 
                  แม้จะมีหลักสูตรใดให้ได้เรียน หาคำเขียนเปรียบคำแม่แท้ไม่มี 
                  โลกทั้งโลกต่างยกย่องให้เกียรติแม่มาก ยากที่จะหาอะไรมาเปรียบ             พิสูจน์ได้จากนามของแม่ที่โลกและสังคมร้องเรียกแม่ต่าง ๆ กัน แต่ละชื่อล้วนมีความหมายสูงส่งทั้งนั้น เช่น
                 เรียกว่า ชนนี แปลว่า ผู้เป็นแดนเกิด -สู้อุ้มท้องประคองครรภ์ตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ ให้ลูกได้เกิดมา
                 เรียกว่า มารดา แปลว่า ผู้พอกเลี้ยง -ให้การเลี้ยงดู และให้การศึกษา พอกพูนด้วยศิลปวิชาความรู้
                 เรียกว่า แม่ แปลว่า ผู้เป็นใหญ่ -หมายถึงสิ่งที่มากด้วยคุณและยิ่งด้วยอำนาจ เช่น แม่น้ำ แม่ธรณี แม่ทัพ แม่บ้าน แม่คุณ แม่ครัว เป็นต้น

ว่าถึงฐานะภาวะที่แม่เป็น ล้วนแต่ทรงคุณและสูงค่าทั้งสิ้น ดังท่านโสนนันทบัณฑิตบรมโพธิสัตว์ ได้พรรณนาไว้ว่า แม่นั้นท่านเป็นอะไรหลาย ๆ อย่าง สำหรับลูก เช่น

             - เป็นพรหม เป็นพระพรหมที่มี ๔ หน้า หน้าในที่นี้ หมายถึงหน้าที่ ได้แก่ เมตตา ปรารถนาสุข กรุณา ปรารถนาให้พ้นทุกข์ มุทิตา อิ่มเอิบใจยามลูกได้ดี อุเปกขา ไม่เหยียบย่ำซ้ำเติมยามลูกผิดพลาด 
             - เป็นบูรพาจารย์ เป็นครูคนแรกที่สอนสารพัดวิชา ไม่ค่าวิชา และไม่เลือกเวลาที่จะสอน
             - เป็นพระอรหันต์ เป็นผู้ไม่มีกิเลสสำหรับลูก เป็นบ่อบุญอันประเสริฐของลูกที่ลูก ๆ จะพึงใส่ใจ
             - เป็นยอดนักเสียสละ ไม่มีอะไรที่แม่จะเฝ้าหวง หากสิ่งนั้นเป็นความดี แม่พร้อมจะพลีให้
รวมความว่า แม่นั้น เป็นทั้งพรหม แพทย์ และเพื่อนของลูกดั่งคำที่ว่า มารดา เป็นมิตรให้เรือน เป็นเพื่อนในบ้าน เป็นอาจารย์ประจำชีวิต เป็นพรหมลิขิตของลูก 

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงประพันธ์ความหมายของแม่ ไว้ในพุทธศาสนสุภาษิตคำโคลงว่า 
                 อันชนกชนนีนั้นคือพรหม บุญลบล้ำอุดมประเสริฐแท้ 
                   เลี้ยงดูอุ้มชูชื่นชมเชยบุตร พรหมวิหารมากแล้ กว่าผู้อื่นใด

มีเรื่องเล่าว่า มีครอบครัวอยู่ครอบครัวหนึ่ง พ่อและแม่ อยู่กับลูกน้อย ๒ คน อยู่มาวันหนึ่ง พ่อต้องจากบ้านไปทำงานอยู่ที่ตะวันออกกลาง ปล่อยให้แม่ต้องทำหน้าที่ของความเป็นพ่อเป็นแม่ในร่างเดียวกัน ตามใจลูกเสมอ ลูกตัวเล็ก ๆ คุณพ่อไปหลายปี ไม่กลับบ้าน ลูกก็โตขึ้นเข้าสู่โรงเรียน อยู่มาวันหนึ่ง สามแม่ลูกหลับอย่างมีความสุข แม่ฝันไปว่า ได้มีชายร่างกายกำยำตัวตำทมึน